เมื่อสิงโตคำรามได้ใจ จากทีมคนละเกรด

ชัยชนะเหนือวิสกี้ “ทีมชาติสก็อตแลนด์” 3-0 ของขุนพลสิงโตคำราม “ทีมชาติอังกฤษ” น่าจะทำให้มุมมองของแฟนบอลที่มีต่อกุนซือขัดตาทัพอย่าง “แกเร็ธ เซาธ์เกต” ดีขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ 2 นัดในเดือนตุลาคมที่รับหน้าที่ขัดตาทัพ ทำได้แค่ชนะสมันน้อยอย่าง “ทีมชาติมอลตา” แค่ 2-0 และยังเสมอกับ “ทีมชาติสโลวีเนีย” แบบโนสกอร์อีกต่างหาก

แต่เกมล่าสุดต้องยอมรับว่ามีความสำคัญและแฟนบอลเลือดผู้ดีให้ความสำคัญมากว่านัดอื่นๆเพราะเป็นศึกสายเลือดระหว่าง “อังกฤษ” กับ “สก็อตแลนด์” ซึ่งฝ่ายหลังเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรมาหลายร้อยปีแล้วตามประวัติศาตร์ โดยถามคนสก็อตแลนด์เค้าก็จะบอกว่าเป็น “สก็อต” มีวัฒนธรรม ภาษาของตัวเอง (คล้ายภาษาอังกฤษ) และไม่ใช่ชาวอังกฤษเด็ดขาด แม้ในปัจจุบันจะถือว่าเป็นประเทศเดียวกัน

3 ประตูจาก “ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์” “อดัม ลัลลาน่า” และ “แกรี่ เคฮิลล์” ถ้าดูแค่ผลการแข่งขันก็น่าจะมีความสุข สามารถเก็บ 3 แต้มสำคัญ เป็นอันดับ 1 ของกลุ่มเอฟในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนยุโรป รอบแบ่งกลุ่ม ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเสียงสนันสนุนให้กุนซือหนุ่มขัดตาทัพอย่าง “เซาธ์เกต” ทำงานถาวรไปเลย โดยเฉพาะเสียงของเฮียหมูอย่าง “เวนย์ รูนีย์”ที่หวังอย่างนั้น อาจจะเพราะได้เป็นตัวจริงควบกับตันทีม

ถ้าดูจากเหตุผลของเฮียหมู ว่านักเตะภายในทีมสบายๆกับการทำงานร่วมกับกุนซือคนนี้ อาจจะวิเคราะห์ได้ว่าเจ้าตัวยังไม่อาจหาญกล้าออกคำสั่งอะไรที่เด็ดขาดหรือรุนแรง เพราะยังเกรงใจนักเตะหลายๆคนด้วยพรรษาประสบการณ์ในการคุมทีมที่ผ่านมายังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าไหร่ในแง่ความสำเร็จ


ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการปกครองคนสำหรับผู้ที่เพิ่งเข้ามาเป็นหัวหน้า หรือหัวหน้าที่วัยวุฒิไม่ต่างจากลูกน้อง ขั้นแรกก็คือต้อง “ซื้อใจ” ลูกทีมให้ทีม ถ้าสมมุติว่าเจ้าตัวไปออกคำสั่งหรือระเบียบอะไรรุนแรงก็อาจจะทำให้โอกาสลึกๆที่เชื่อว่าคนที่เป็นโค้ชทุกคนอยากเป็นอย่างโค้ชทีมชาติของตัวเอง จะหลุดลอยได้ง่ายๆ

อย่างไรก็ตามในเรื่องของแท็กติคและระบบทีมที่เห็นในเกมล่าสุดก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเจ้าตัว “เหมาะสม” กับนายใหญ่ของทัพทรีไลอ้อนหรือไม่ เพราะยังเป็นรูปแบบที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนจากกุนซือคนก่อนๆ แถมนักเตะภายในทีมก็รู้ว่าต้องเล่นแบบนี้จากการเล่นมาในสโมสรหรือกุนซือคนก่อนๆ

ยิ่งไปกว่านั้นถ้าไปดูสถิติหลังเกม ใช่!!! ขุนพลสิงโตคำรามอาจจะครองบอลได้มากกว่า 63 ต่อ 37แต่ก็ไม่ได้มากเกินไปหรือเหนือกว่าสำหรับการเล่นเป็นเจ้าบ้านในสนามเวมบลีย์ของตัวเอง และเกมนี้สถิติการยิงประตูกลับเป็นทีมเยือนของ “กอร์ดอน สตรัคครั่น” ที่มีมากกว่า 11 ครั้ง (เข้ากรอบให้ “โจ ฮาร์ท” เซฟ2 ครั้ง) ต่อ 7 ครั้ง (เข้ากรอบ 3 ครั้ง)

จากตรงนี้เห็นได้ว่าทำไมในสนาม “สตรัคครั่น” ถึงหัวเสียเพราะยิงกันไม่เข้า ทั้งๆที่โอกาสก็มากกว่า มาเล่นตามแท็คติคอาจจะไม่ได้ครองบอลมากกว่าแต่ก็สามารถหาโอกาสได้เรื่อยซึ่งบรรดานักเตะทีมแดนขี้เมายิงกันไม่ได้เอง บวกกับแนวรับของทีมที่อ่อนหัดกันเองจึงเสียประตู อย่างเซนเตอร์ก็ระดับทีมหนีตายหรือลีกวัน “คริสโตเฟอร์ เบอร์ร่า” กับ “แกรน์ ฮานลีย์” คนนึงเคยเล่นให้ “วูลฟ์แฮมตัน” อีกคนอยู่กับ “แบล็กเบิร์น โรเวอร์”

สุดท้ายชัยชนะนัดนี้อาจจะทำให้ “ทีมชาติอังกฤษ” ได้ใจ แต่อยากจะบอกว่าตื่นเถอะเพราะถ้าเปรียบเทียบกับทีมสโมสรก็ชนะทีมในระดับลีก แชมเปี้ยนชิพเท่านั้นเอง ขอให้รอเกมอุ่นเครื่องอีก 2 นัดข้างหน้าในการเจอกับ “ทีมชาติสเปน” และ “ทีมชาติเยอรมัน” ก่อน ค่อยมาว่ากันว่า อวยกันเองจนได้ใจอยู่หรือเปล่า

ผบ.ตร. รับไม่ได้!! สั่งเร่งดำเนินคดี “น๊อต กราบรถกู”

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งเร่งดำเนินคดี “น๊อต อัครณัฐ” เจ้าของวลี กราบรถกู ชี้เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ยันให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย รอผลแพทย์ตรวจร่างกายว่าจะแจ้งข้อหาเพิ่มหรือไม่

พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าคดี นายอัครณัฐ อริยฤทธิ์วิกุล หรือ น๊อต ดารา พิธีกร ถูกรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนรถมินิคูเปอร์ของตัวเอง และได้ลงจากรถไปทำร้ายร่างกาย และบังคับ นายกิตติศักดิ์ สิงโต ผู้ขับรถจักรยานยนต์ให้กราบรถ จนเกิดกระแสทางโซเชียลมีเดียอย่างหนัก ว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้รีบดำเนินการ เพราะหลังจากดูคลิปแล้ว เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ และเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ

%e0%b8%9c%e0%b8%9a-%e0%b8%95%e0%b8%a3-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%87

สำหรับคดีนี้ แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ ความผิดตามพ.ร.บ.จราจร ที่เมื่อเฉี่ยวชนแล้วไม่หยุดรถ เพื่อแจ้งเหตุกับเจ้าหน้าที่ ส่วนที่สองคือ การทำร้ายร่างกาย ซึ่งทั้งสองส่วนนี้เป็นความผิดลหุโทษ หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวน ได้เรียกทั้งคู่มาสอบปากคำ และได้แจ้งข้อหากับน็อต ในข้อหาทำร้ายร่างกายและจิตใจ

ส่วนการสอบปากคำ นายกิตติศักดิ์ ให้การยอมรับว่า เป็นผู้ชนและหนีจริง ซึ่งหลังจากการสอบสวน ได้ปล่อยตัวผู้ต้องหาไปชั่วคราว หลังจากนี้ต้องรอความเห็นจากแพทย์ว่าจะเข้าข่ายทำร้ายร่างกายธรรมดา หรือทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส หากเป็นเหตุทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส ก็จะต้องเพิ่มโทษขึ้นอีก ต้องรอทางแพทย์วินิจฉัย ลงความเห็นภายใน 1 สัปดาห์ เบื้องต้นยังไม่ทราบว่า นายกิตติศักดิ์ จะต้องใช้เวลารักษาตัวนานแค่ไหน ทั้งนี้ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจยึดรถจักรยานยนต์และมินิคูเปอร์ มาตรวจสอบแล้ว ที่กองบังคับการตำรวจจราจร

พล.ต.ต.ทรงพล กล่าวด้วยว่า เบื้องต้นจากที่เห็นในคลิปวิดีโอ ยังไม่ปรากฏว่า นายกิตติศักดิ์ จะทำร้ายร่างกาย นายอัครณัฐ มีเพียง นายอัครณัฐ ทำร้ายร่างกาย นายกิตติศักดิ์ เท่านั้น และไม่มีการโต้ตอบ โดยมองว่า เหตุนี้เป็นเหตุบันดาลโทสะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องรวบรวมภาพจากกล้องวงจรปิดจากพื้นที่ใกล้เคียงให้ชัดเจน และสอบปากคำพยานที่อยู่ในเหตุการณ์อีกครั้ง

ตร.มุ่งปมขัดแย้ง หวังฆ่าพ่อ แต่ลูกเมียเห็น จึงสังหาร 3 ศพ

ชุดสืบสวน ภาค 8 ลงพื้นที่คลีคลายคดีฆาตกรรมโหดยกครัว 3 ศพ ไม่เว้นเด็นหญิงเพียง 2 ขวบ มุ่งปมขัดแย้งส่วนตัว

%e0%b8%95%e0%b8%a3-%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%a2%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2

(5 พ.ย.) ความคืบหน้ากรณีเหตุสะเทือนขวัญในพื้นที่ ต.กะเปา อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี เหตุฆาตกรรมยกครัวพ่อแม่ลูก 3 ศพ ที่ยังคงเป็นปริศนาที่รอคอยการสืบสวนและคลี่คลายคดี เหตุดังกล่าวเป็นเหตุทำให้ นายอนุรัตน์ อายุ 45 ปี นางอารยา อายุ 33 ปี และ เด็กหญิงจูเน่ อายุ 2 ปี เสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยม

พ.ต.อ.อนุชน ชามาตย์ รองผู้บังคับการศูนย์สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 8 พร้อมกำลังได้ลงพื้นที่ เป็นหัวหน้าชุดร่วมชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัด เร่งคลี่คลายคดีฆ่าอำมหิตยกครัว 3 ศพ เบื้องต้นคาดว่าคนร้ายที่ยังไม่ทราบจำนวนนั้น น่าจะหวังบุกเข้าทำร้ายผู้เป็นพ่อ แต่ปรากฏว่าลูกเมียอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย จึงจำเป็นต้องฆ่าปิดปาก

ขณะที่ พล.ต.ต.อภิชาต บุญศรีโรจน์ ผู้บังคับกับตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นสร้อยคอทองคำและทรัพย์สินอยู่ครบ ภายในบ้านก็ไม่มีร่องรอยการรื้อค้นใดๆ แต่ก็ยังไม่ได้ตัดประเด็นประสงค์ต่อทรัพย์ ขณะนี้ได้สั่งการให้เชิญญาติของผู้เสียชีวิตมาให้ปากคำ รวมถึงเพื่อนบ้านใกล้เคียงด้วย

สำหรับสาเหตุของการก่อเหตุยังคงตั้งเป้าที่ปัญหาความขัดแย้งส่วนตัว และยังไม่ตัดประเด็นประสงค์ต่อทรัพย์และประเด็นอื่นๆ ที่อาจเป็นสาเหตุในการฆ่ายกครัวในครั้งนี้ไป

ผัวเมียตั้งใจไปวัดทอดกฐิน ถูกถล่มยิงเอ็ม 16 ตายระหว่างทาง

     (30 ต.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. เกิดเหตุยิงกันตายที่บริเวณริมถนนบ้านชุมแสง ม.2 ต.ดอนตะโก อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ที่เกิดเหตุพบรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีดำ ทะเบียน กม-3042 นครศรีธรรมราช สภาพพังยับเยินตกอยู่ในคูข้างถนน ด้านในพบศพผู้เสียชีวิต 2 ราย ทราบชื่อ คือ นายปัญญา แก้วจำรัส อายุ 42 ปี และ นางสมทรง เทพทอง อายุ 46 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนเอ็ม 16 โดยพบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวน 5 ปลอกตกอยู่บนถนน

 ผัวเมียตั้งใจไปวัดทอดกฐิน

     จากการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่า นายปัญญา ผู้เสียชีวิต ได้ขับรถมาจากบ้านพร้อมกับนางสมทรง โดยจะไปทำบุญทอดกฐินที่วัดแห่งหนึ่งใน อ.ท่าศาลา เมื่อขับรถมาถึงจุดที่เกิดเหตุได้มีคนร้ายขับรถยนต์กระบะตามมาประกบและใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงใส่ผู้ตายโดยได้ไล่ยิงมาเป็นระยะทางเกือบ 100 เมตร ก่อนที่รถผู้ตายจะเสียหลักพลัดตกลงข้างทาง จนเสียชีวิตดังกล่าว

     สำหรับนายปัญญา เป็นคนสนิทของนักการเมืองท้องถิ่นคนดังคนหนึ่งใน อ.ท่าศาลา ปัจจุบันประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง โดยได้เลิกรากับภรรยาหลายปีก่อนจะมาอยู่กินกับนางสมทรงซึ่งเป็นช่างเสริมสวยใน อ.ท่าศาลา สำหรับสาเหตุนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งไว้ 2 ประเด็น คือ ขัดแย้งเกี่ยวกับธุรกิจหรือชู้สาว ซึ่งจะทำการสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงและจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

อาจารย์หนุ่มคณะแพทย์ดังสนั่น สาวคลั่ง..หล่อดั่งเทพบุตร

     (28 ต.ค.) เว็บไซต์ข่าวประเทศจีนได้เผยแพร่ภาพอาจารย์หนุ่มชาวจีน อาจารย์ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยเซาท์เวสต์ เมดิคัล (西南医科大学) มหาวิทยาลัยแพทย์แห่งหนึ่งในมณฑลเสฉวน ที่เขากลายเป็นคนโด่งดังในชั่วข้ามคืน ภาพถูกเผยแพร่ไปตามโซเชียลมีเดียของจีน ทั้งในหมู่นักเรียน นักศึกษา และชาวเน็ตกลุ่มอื่นอีกเป็นจำนวนมาก

อาจารย์หนุ่มคณะแพทย์

     เพราะรูปร่างสูงยาวเข่าดี ผิวพรรณขาวผ่อง ใบหน้าหล่อเหลา แถมสวมใส่เสื้อกาวน์สีขาวขับออร่า ยืนบรรยายบทเรียนด้วยท่าทางเอาจริงเอาจังอยู่หน้าชั้นเรียน เสริมให้ดูดีเป็นหนุ่มในฝันของสาวๆ เข้าไปอีก จนทำให้มีการแชร์ต่อภาพอาจารย์หนุ่มสุดหล่อขณะทำการสอนคนนี้ในโลกโซเชียลอย่างถล่มทลาย

     อีกทั้งเหล่านักศึกษาสาวๆ ต่างแสดงความคิดเห็นอย่างรู้ว่าอาจารย์หนุ่มหล่อคนนี้เป็นใคร อยู่ที่ไหน พร้อมพร่ำเพ้อให้ช่วยกันตามหา เพราะอาจารย์หนุ่มและหล่อขนาดนี้ เป็นสมบัติล้ำค่ามากในคณะแพทย์ มหาวิทยาลัย ทำให้หลายคนตั้งใจใฝ่การเรียนเข้าคณะนี้ไปตามๆ กัน

เทคนิคยะลาทำดีเพื่อพ่อให้บริการปชช.หลากรูปแบบ

     วิทยาลัยเทคนิคยะลา จัดกิจกรรมทำดีเพื่อพ่อ ออกให้บริการประชาชนหลากหลายรูปแบบ

เทคนิค

     วิทยาลัยเทคนิคยะลา ร่วมกับสมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยเทคนิคยะลา สมาคมผู้ปกครองและครูวิทยาลัยเทคนิคยะลา และมูลนิธิภูมิพลังปันน้ำใจไบโอดีเซล จัดกิจกรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ภายใต้โครงการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center)“ทำดีเพื่อพ่อ” โดยให้บริการซ่อมรถจักรยานยนต์ หุ้มเบาะรถจักรยานยนต์ ให้แก่ประชาชน, การสอนอาชีพย้อมผ้า พร้อมทั้งรับบริจาคเสื้อผ้า และรับ
ย้อมผ้า, บริการสอนทำโบว์ด้วยริบบิ้นสีดำ พร้อมแจกโบว์ริบบิ้น ฟรี! ที่บริเวณอาคารผลิตผล วิทยาลัยเทคนิคยะลา อ.เมือง จ.ยะลา

ขาดสารอาหารจากการใช้ยา เสริมได้ด้วยอาหารการกิน

     การใช้ยาเพื่อรักษาอาการป่วย หรือหวังผลทางการแพทย์ก็ไม่ได้ผลดี 100% เสมอไปเพราะอาจมีผลข้างเคียงตามมาอย่างเช่นการขาดสารอาหาร มาดูกันสิว่าเราควรรับประทานอะไรทดแทนบ้าง

ขาดสารอาหารจากการใช้ยา

     ยารักษาโรค หนึ่งในปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต ถูกสร้างขึ้นเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ซึ่งต่างก็ได้ผลดีอย่างน่าอัศจรรย์ แต่ก็ใข้ว่ายารักษาโรคนั้นจะดีต่อสุขภาพเสมอไป เพราะมียาบางชนิดที่สามารถส่งผลข้างเคียงให้กับร่างกายของผู้ป่วยได้ไม่มากก็น้อย โดยผลข้างเคียงอาจแสงออกมาในรูปของอาการทางร่างกายต่าง ๆ แต่ยาบางชนิดก็อาจไปส่งผลทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นบางชนิดไป และวิธีที่ดีที่สุดการทดแทนสารอาหารเหล่านั้นในช่วงการรักษาด้วยการใช้ยาเหล่านั้นก็ต้องเป็นการรับประทานอาหารอย่างแน่นอน แต่ว่าเราต้องรับประทานอาหารชนิดใด กันดีล่ะ ?

     ถ้าอย่างนั้นลองไปดูที่ นิตยสารชีวจิต แนะนำกันดีกว่า จะมียาชนิดใดส่งผลต่อสารอาหารอะไรบ้างและอาหารชนิดใดที่ควรรับประทานให้มากขึ้น

      ขาดสารอาหารจากการใช้ยา เสริมได้ด้วยอาหารการกิน

ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน

     1. ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน

     การกินยาคุมกำเนิดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว จะส่งผลทำให้ร่างกายขาดกลุ่มวิตามินบี เช่น วิตามินบี 12 ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์ และถ้าหากขาดจะทำให้เป็นโรคโลหิตจาง

     แหล่งอาหารทดแทน พบมากในเนย เนื้อสัตว์ ตับ ไต นม ไข่แดง ชีส

     ขาดสารอาหารจากการใช้ยา เสริมได้ด้วยอาหารการกิน

ยาต้านซึมเศร้า

     2. ยาต้านซึมเศร้า

     การกินยาต้านซึมเศร้าเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลให้ร่างกายขาดสารอาหารและแร่ธาตุที่สำคัญดังนี้

     แร่ธาตุซีลีเนียม (Selenium) สารอาหารป้องกันการถูกทำลายของเซลล์ และช่วยในการผลิตฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์

     แหล่งอาหารทดแทน ได้แก่ บราซิลนัท ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ขนมปังจากแป้งไม่ขัดขาว และผักโขม

     แร่ธาตุสังกะสี (Zinc) ช่วยในการสมานแผลและการรับรส

     แหล่งอาหารทดแทน ได้แก่ หอย และจมูกข้าว

     วิตามินบี 12 ช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์ในร่างกาย และหากขาดจะทำให้เกิดโรคโลหิตจาง

     แหล่งอาหารทดแทน พบมากในเนย เนื้อสัตว์ ตับ ไต นม ไข่แดง ชีส

    ขาดสารอาหารจากการใช้ยา เสริมได้ด้วยอาหารการกิน

ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)

     3. ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)

     เรามักหวังผลว่ากินแล้วจะช่วยฆ่าแบคทีเรียตัวร้าย แต่ในความเป็นจริงแล้วยาประเภทนี้ยังทำลายแบคทีเรียชนิดที่ดีในลำไส้ด้วย โดยจะส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้ท้องเสียได้

     แหล่งอาหารทดแทน อาหารที่มีโพรไบโอติกส์ เช่น โยเกิร์ต คีเฟอร์ ข้าวหมาก

     ขาดสารอาหารจากการใช้ยา เสริมได้ด้วยอาหารการกิน

ยาลดกรด (Antacid)

     4. ยาลดกรด (Antacid)

     กลุ่มยาลดกรดในกระเพาะอาหาร ส่งผลให้การดูดซึมแร่ธาตุเหล็กลดน้อยลง ทำให้เกิดโรคโลหิตจางตามมา

     แหล่งอาหารทดแทน ได้แก่ ผักโขม ลูกพรุน แอปริคอต ลูกเกด

     นอกจากการรับประทานอาหารทดแทนแล้ว วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ร่างกายได้รับผลข้างเคียงจากยาน้อยที่สุดอีกหนทางหนึ่งก็คือการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ หมั่นออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ เท่านี้ก็เลิกกังวลกับผลข้างเคียงของยา เผลอ ๆ ไม่ต้องพึ่งพายาเหล่านี้เลยล่ะจะบอกให้

เต้าทึง ขนมหวานเย็นๆ ที่เต็มไปด้วยธัญพืช

      เต้าทึงเป็นขนมหวานที่มีคุณค่าทางอาหารกินดีมีประโยชน์มากมาย อร่อยกับหลากหลายธัญพืช ได้คุณประโยชน์จากถั่วนานาชนิดและน้ำลำไย ช่วยให้คลายร้อนและบำรุงสุขภาพไปพร้อมๆ กัน แต่ขนมหวานก็ควรกินแต่พอประมาณ ถ้ากินมากไปก็จะเป็นการเพิ่มน้ำตาลและแคลอรี่ให้กับร่างกายนั่นเอง

เต้าทึง

      ประโยชน์จากธัญพืชในเต้าทึง

     • ถั่วเขียว บำรุงตับ ช่วยแก้ร้อนใน เพราะเป็นอาหารฤทธิ์เย็น ขับปัสสาวะ ช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง สร้างเม็ดเลือด ช่วยให้การหมุนเวียนเลือดดี

     • ถั่วแดง แหล่งโปรตีน กินดี ย่อยง่าย ช่วยขับปัสสาวะ บรรเทาอาการปวดบวม บรรเทาอาการปวดข้อต่อ ปรับสภาพเลือด กำจัดหนอง ขับพิษ บำบัดอาการประจำเดือนผิดปกติ ขับน้ำนม

     • ลูกเดือย สารอาหาร มีฟอสฟอรัสสูงช่วยบำรุงกระดูก มีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา และมีวิตามินบี1 ซึ่งช่วยแก้ปัญหาเหน็บชา และให้พลังงาน จึงมีสรรพคุณในการบำรุงกำลังเหมาะสำหรับคนไข้พักฟื้น

     คุณค่าทางยา เป็นยาเย็น ขับปัสสาวะ แก้ร้อนใน บำรุงไต กระเพาะอาหาร ม้าม รวมทั้งบำรุงเลือดลมในสตรีหลังคลอด รักษาอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง บำรุงเส้นผม และผิวหนัง

     • ถั่วดำ มีโปรตีนสูง มีคาร์โบไฮเดรตสูง มีไขมันต่ำ อุดมไปด้วยกากใยหรือไฟเบอร์ มีสารฟลาโวนอยด์ หรือสารล้างพิษกรัมต่อกรัมสูงที่สุด

      • พุทราแห้ง บำรุงสายตาและผิว บำรุงตับ ม้าม สมอง และเลือด บำรุงประสาท ขับปัสสาวะ ช่วยลดคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง เส้นเลือดในสมองตีบ และแก้โรคนอนไม่หลับ

     • รากบัว แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ลดไข้ บำรุงสายตา ลดอาการของตาแดง ตาอักเสบ แก้ท้องเสีย ท้องร่วง และบำรุงม้าม และกระเพาะอาหาร

     • เม็ดบัว มีสรรพคุณช่วยบารุงไต บารุงม้ามและหัวใจ บำรุงสมอง บำรุงเส้นผมและผิวพรรณ รักษาอาการน้าอสุจิเคลื่อน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ อาการตกขาว ระดูขาว

     • แปะก๊วย ช่วยบำรุงสมอง ทำให้มีสมาธิและความจำที่ดี ช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อม ลดอาการปวดท้องประจำเดือน ช่วยบรรเทาอาการชาตามปลายนิ้วมือและเท้า

วุ้นกะทิ ขนมหวานเพิ่มความสดชื่นที่สาวๆ ก็ทำเองได้

     เชื่อได้ว่าสาวๆ หลายคนนั้นต่างก็ชื่นชอบการรับประทานขนมขบเคี้ยว หรือแม้แต่ขนมที่มีรสชาติหวานๆ ที่ช่วยสร้างความสดชื่นให้กับร่างกายในยามบ่ายแบบนี้ ยิ่งตอนทำงาน ใครที่กำลังสมองตื้อ หากว่าได้เพิ่มอะไรที่หวานๆ เข้าไปสักหน่อย เลือดลมนี่สูบฉีดดี สมองกลับมาโลดแล่น คิดงานดีๆ ออกได้อย่างสบาย วันนี้ก็เลยจะถือโอกาสมาสอนทำขนมในแบบง่ายๆ จะกินอยู่ที่บ้าน หรือพกมากินที่ทำงานก็ได้เช่นกัน ที่สำคัญ ! เป็นขนมไทยที่พวกเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีด้วยล่ะ

วุ้นกะทิ

     ขนมไทยชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า วุ้นกะทิ แค่ได้ยินชื่อก็ต้องร้องอ๋อกันแล้วล่ะสิ เพียงแค่มีพิมพ์วุ้นอยู่ที่บ้าน เตรียมส่วนผสมนิดหน่อยก็เป็นอันเสร็จพร้อมเสิร์ฟ ว่ากันว่าวุ้นกะทินั้นเป็นขนมที่ทำง่าย มีราคาไม่แพง เหมาะกับการทำรับประทานในทุกโอกาส แถมยังดัดแปลงเป็นรสชาติตามใจชอบได้ อย่าง วุ้นกะทิใบเตย หรือวุ้นกะทิผลไม้รวม อีกทั้งยังเพิ่มสีแต่งกลิ่นให้น่าทานกว่านี้ได้ด้วยนะ

     ก่อนไปเริ่มต้นลงมือทำขอบอกไว้ก่อนเลยว่า สูตรที่เอามาต่อวันนี้อร่อยมาก ! อยากให้เปลี่ยนรูปแบบของวุ้นกะทิธรรมดาๆ ที่เราเคยกินกันตอนเด็กๆ สักหน่อย ลองหาพิมพ์น่ารักๆ รูปการ์ตูน แค่นี้ก็ทำให้วุ้นของเราดูแพงขึ้นเชียว เอาล่ะ เรามาเริ่มทำวุ้นกะทิกันเถอะ !

     อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

1. หัวกะทิ 1,000 กรัม แนะนำว่าให้เป็นกะทิคั้นสด หรือหากใครไม่สามารถคั้นกะทิเองได้ ก็อาจจะใช้กะทิกล่องทดแทนก็ได้เช่นกัน
2. น้ำเปล่า 1,000 กรัม
3. ผงวุ้น 3 ช้อนโต๊ะ (แนะนำว่าเป็นตรานางเงือก AA)
4. เกลือป่น 1 ช้อนชา
5. น้ำตาลทราย 400 กรัม สำหรับวุ้นกะทิสูตรนี้จะไม่หวาน แต่ถ้าหากใครชอบหวานๆ ก็สามารถเพิ่มน้ำตาลเข้าไปได้อีกนิดหน่อย
6. พิมพ์วุ้นรูปทรงน่ารักๆ ตามชอบ

     ขั้นตอนการทำ

1. นำกะทิใส่เกลือลงไปตั้งไฟ รอจนเดือด โดยระว่างที่รอก็ให้เคี่ยวกะทิไปเรื่อยๆ
2. หลังจากที่กะทิเดือดแล้วให้เราใส่ผงวุ้น เสร็จแล้วก็เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนไม่เห็นผงวุ้น
3. ใส่น้ำตาลทรายลงไป ให้เคี่ยวไปเรื่อยๆ อย่าเพิ่งยกลงจากเตา เคี่ยวให้กะทิมีความหนืดขึ้น ไม่เป็นน้ำเหลวๆ ก็เป็นอันใช้ได้แล้ว
4. เมื่อทุกอย่างได้ที่ให้ยกลงจากเตา พักไว้สักครู่ อย่านานมาก ให้กะทิของเราอุ่นๆ
5. หลังจากกะทิของเราที่เคี่ยวเริ่มอุ่นลงแล้ว ก็ให้เทลงไปในพิมพ์วุ้นที่เตรียมไว้ จากนั้นรอให้วุ้นเซตตัวประมาณ 1 ชั่วโมง เท่านี้เราก็จะได้วุ้นกะทิหน้าตาน่ารับประทานเอาไว้ทานเล่นกันแล้วล่ะ

แกัวมังกร สุดยอดผลไม้เพื่อสุขภาพ

     แก้วมังกร ผลไม้รูปร่างแปลกที่มีคุณอนันต์ วันนี้เรามีข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับแก้วมังกรมาฝากกันค่ะ

แก้วมังกร

     อากาศร้อน ๆ แบบนี้ ผลไม้คงเป็นตัวเลือกหนึ่งที่หลายคนเลือกเพื่อใช้ดับความร้อนและดับกระหาย ไม่ว่าจะเป็น มังคุด แตงโม ฝรั่ง หรือแม้แต่เสาวรส แต่ทราบกันไหมคะว่าจริง ๆ แล้ว แก้วมังกรก็เป็นผลไม้ที่ช่วยดับร้อนได้ดีเช่นกัน แถมยังมีประโยชน์ดีต่อสุขภาพด้วยอีก วันนี้กระปุกดอทคอมจึงนำข้อมูลของแก้วมังกรมาฝากกันค่ะ

     ต้นกำเนิดของแก้วมังกร

     แก้วมังกร มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Dragon Fruit ชาวยุโรปเรียกว่า Pitaya ส่วนคนเวียดนามเรียกว่า ธานห์ลอง และชาวกัมพูชาเรียกว่า สกราเนียะ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Hylocereus undatus (Haw) Britt. Rose. มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกากลาง สันนิษฐานว่าแก้วมังกรเข้ามาในเอเชียโดยบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่นำพืชพันธุ์นี้มาปลูกในเวียดนามเมื่อ 100 ปีก่อน ในเวียดนามชาวเกษตรกรนิยมปลูกกันมากเพราะถือว่าเป็นผลไม้ท้องถิ่น มีการปลูกเพื่อเป็นไม้ผลหลังบ้านและปลูกเป็นสวนขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ตามสภาพดินที่มีอยู่ บริเวณที่ปลูกกันมากคือ แถบชายฝั่งทะเลตะวันออกจากเมืองนาตรังทางเหนือลงไปทางใต้ถึงนครโฮจิมินห์

     ส่วนในประเทศไทยนั้น มีผู้นำแก้วมังกรเข้ามาปลูกเป็นเวลานานมากกว่ากึ่งศตวรรษแล้ว แต่ไม่เป็นที่รู้จัก กระทั่งเมื่อราว พ.ศ. 2534 เพิ่งมีการนำต้นพันธุ์ดีจากประเทศเวียดนามเข้ามาปลูกเพื่อเป็นผลไม้เศรษฐกิจ ทั้งนี้ แก้วมังกรสามารถปลูกได้ทั่วประเทศ แต่แหล่งเพาะปลูกที่สำคัญนั้นอยู่ในจังหวัดจันทบุรี ชลบุรี กาญจนบุรี สระบุรี และสมุทรสงคราม ผลผลิตจะมากในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤศจิกายน

แก้วมังกร 1

     ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของแก้วมังกร

     มีลักษณะเป็นไม้เลื้อย มีลำต้นยาวประมาณ 5 เมตร มีรากทั้งในดินและรากอากาศ ชอบดินร่วนระบายน้ำดี ชอบแสงแดดพอเหมาะ โล่งแจ้ง แต่ไม่แรงกล้าเกินไป ดอกสีขาว ขนาดใหญ่กลีบยาวเรียงซ้อนกัน บานตอนกลางคืน ผลมีรูปร่างกลมรี เปลือกมีสีแดง เมื่อผ่าครึ่งจะเห็นเนื้อเป็นสีขาวหรือแดงทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์นั้น ๆ มีเมล็ดคล้ายเมล็ดแมงลักฝังอยู่ทั่วผล แก้วมังกรมีทั้งหมด 3 พันธุ์ได้แก่

     พันธุ์เนื้อขาวเปลือกแดง มีลักษณะเปลือกสีชมพูสด ปลายกลีบสีเขียว รสหวานอมเปรี้ยวหรือหวานจัด

     พันธุ์เนื้อขาวเปลือกเหลือง มีลักษณะเปลือกสีเหลือง ผลเล็กกว่าพันธุ์อื่น ๆ เนื้อสีขาว เมล็ดขนาดใหญ่และมีน้อยกว่าพันธุ์อื่น มีรสหวาน

     พันธุ์เนื้อแดงเปลือกแดง หรือพันธุ์คอสตาริกา มีลักษณะเปลือกสีแดงจัด ผลเล็กกว่าพันธุ์เนื้อขาวเปลือกแดง แต่รสจะหวานกว่า

แก้วมังกร 2

     ประโยชน์ของแก้วมังกร สรรพคุณอันน่าทึ่ง

     แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีทั้งสรรพคุณทางยา คุณค่าทางโภชนาการ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพกับความงามอีกด้วย มักใช้บริโภคเพื่อจุดประสงค์ในการลดน้ำหนัก เพราะเนื่องจากเมื่อกินแก้วมังกรแล้วจะรู้สึกอิ่ม และแก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีกากใยสูงประกอบกับให้แคลอรีต่ำ

     สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ให้ข้อมูลว่า แก้วมังกรสารที่มีประโยชน์คือ มิวซิเลจ (Mucilage) ซึ่งมีในเฉพาะในตระกูลกระบองเพชร มีลักษณะคล้ายวุ้นเจลช่วยดูดซับน้ำในร่างกาย และควบคุมระดับกลูโคสในคนที่เป็นโรคเบาหวานในชนิดที่ไม่ต้องใช้อินซูลินได้ สามารถช่วยในการบรรเทาโรคโลหิตจางช่วยเพิ่มธาตุเหล็กให้แก่ร่างกาย ช่วยในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจอุตตัน มะเร็งลำไส้ และต่อมลูกหมาก ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของกระดูกและฟัน

     ขณะที่ กรมวิชาการเกษตร ก็ให้ข้อมูลว่า ในแก้วมังกรพันธุ์เนื้อแดงเปลือกแดงนั้น ยังมีสารไลโคปีนซึ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งอีกด้วย

     นอกจากนี้แก้วมังกรยังมีประโยชน์อีกมากมาย ดังนี้

     ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ชุ่มชื้น และมีส่วนช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยต่าง ๆ
ช่วยดับร้อนและดับกระหาย
ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรง เพราะมีวิตามินซีสูง
ช่วยบรรเทาอาการโรคความดันโลหิตได้
ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง
ช่วยกระตุ้นการขับน้ำนมในสตรี
ช่วยดูดซับสารพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกาย เช่น สารตกค้างอย่างตะกั่ว ที่มาจากควันท่อไอเสีย หรือสารตกค้างที่มาจากยาฆ่าแมลง
มีกากใยสูงช่วยในการขับถ่ายให้สะดวก แก้อาการท้องผูก
ช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ แก้ปัญหาการขับถ่ายต่าง ๆ ให้ดีขึ้น

แก้วมังกร 3

     คุณค่าทางอาหารของแก้วมังกร

     แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก และผู้ป่วยที่กำลังฟื้นตัว แก้วมังกรอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ธาตุเหล็ก รวมทั้ง วิตามินบี1 บี2 บี3 วิตามินซี ฟอสฟอรัส โปรตีน และแคลเซียม ซึ่งหากเราประทานแก้วมังกร 1 ลูก น้ำหนัก 100 กรัม ร่างกายจะได้สารอาหารในปริมาณดังนี้

คาร์โบไฮเดรต 12.4 กรัม
โปรตีน 1.4 กรัม
ฟอสฟอรัส 32 มิลลิกรัม
แคลเซียม 9 มิลลิกรัม
วิตามินซี 7 มิลลิกรัม
พลังงาน 66 กิโลแคลอรี
ใยอาหาร 2.6 กรัม
     กินแก้วมังกรลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ได้หรือเปล่า

     หลายคนคงสงสัยว่า แก้วมังกรนั้นกินแล้วจะสามารถลดความอ้วนได้หรือไม่ เรามาดูกันดีกว่าว่าเป็นอย่างไร

     แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณช่วยในการลดน้ำหนัก เพราะเป็นผลไม้สารมิวซิเลจ (Mucilage) ซึ่งมีในเฉพาะในตระกูลกระบองเพชร มีลักษณะคล้ายวุ้นเจลช่วยดูดซับน้ำในร่างกาย สามารถรับประทานทดแทนการอาหารเย็นได้ ซึ่ง แพทย์หญิงพร้อมพรรณ พฤกษากร แพทย์อายุรกรรมต่อมไร้ท่อ ศูนย์ศรีพัฒน์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็ได้ระบุว่าแก้วมังกรเป็นหนึ่งในผลไม้ที่ใช้ในการลดความอ้วน

แก้วมังกร 4

     คนท้องกินแก้วมังกรได้ไหม

     แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์สูง เพราะมีธาตุเหล็ก และวิตามินซีสูง ช่วยในการกระตุ้นต่อมน้ำนมของสตรี ดังนั้น ผู้หญิงตั้งครรภ์สามารถทานได้แน่นอนค่ะ แต่ไม่ควรรับประทานมากเกินไป เพราะแก้วมังกรมีไฟเบอร์สูงทำให้อิ่มง่ายแต่ให้พลังงานน้อย จึงควรรับประทานเพียงแต่พอดีค่ะ

     โทษของแก้วมังกรมีไหม

     มีความเชื่อที่ว่าเมล็ดสีดำเล็ก ๆ ที่อยู่ในเนื้อของแก้วมังกรนั้นเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง ทำให้ผู้คนมากมายไม่กล้ารับประทานแก้วมังกร แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากจะยังไม่มีการศึกษาใดที่ยืนยันความเชื่อนี้แล้ว ยังมีผลการศึกษาพบว่าเจ้าเมล็ดสีดำเล็ก ๆ ในเนื้อแก้วมังกรนั้นอุดมไปด้วย สารกลุ่ม FOS ในปริมาณสูง มีคุณสมบัติเป็นสาร Prebiotic ที่ช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ และมีฤทธิ์ในการดูดซับสารเคมีและสารพิษในร่างกาย

      นอกจากนี้ เจ้าเมล็ดสีดำเล็ก ๆ เหล่านี้ยังมีกรดไขมันซึ่งทำหน้าที่ในการขจัดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีออกจากร่างกายและช่วยกระตุ้นในการเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดีได้อีกด้วย ซึ่งอย่างไรก็ตาม ถึงแม้แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์มากมาย แต่ก็ควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะค่ะ

      การรับประทานผลไม้ไม่ว่าอย่างไรก็มีประโยชน์ หากเรารับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ ก็จะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างแน่นอนค่ะ และที่สำคัญเราควรรับประทานอาหารให้ครบถ้วน 5 หมู่ อย่างถูกหลักโภชนาการเพื่อสุขภาพที่ดีนะคะ