15 ผลไม้ต้านมะเร็ง โรคร้ายที่ผลไม้เอาอยู่


ผลไม้ต้านมะเร็ง เชื่อไหมคะว่า ผลไม้หลายชนิดที่เราคุ้นลิ้นกันมาตั้งแต่เด็ก สามารถกินเป็นยาป้องกันมะเร็งได้อีกทางหนึ่งด้วย ส่วนจะมีอะไรบ้าง ลองมาดูกันเลย

โรคมะเร็งเป็นเนื้อร้ายที่คร่าชีวิตมนุษย์มานักต่อนัก แถมยังเป็นเชื้อร้ายที่ลุกลามไปยังส่วนต่าง ๆ อย่างรวดเร็วอีกต่างหาก แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น อาหารและปัจจัยแวดล้อมหลายอย่างในชีวิตเราก็เป็นสารก่อมะเร็งอีกเพียบเลยนะคะ ซึ่งก็หมายความว่า จริง ๆ แล้วเราดำเนินชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับโรคมะเร็งเหลือเกิน ฉะนั้นเมื่อมีวิธีไหนสามารถป้องกัน และต้านเชื้อมะเร็งได้ เราทุกคนคงยินดีและเต็มใจปฏิบัติตามอย่างไม่เกี่ยงงอนแน่ ๆ ซึ่งในวันนี้เราก็มีข่าวดีมาบอกต่อ เพราะนอกจากยา และนวัตกรรมทางการแพทย์อื่น ๆ แล้ว ผลไม้ 15 ชนิดต่อไปนี้ก็สามารถต้านมะเร็ง และป้องกันความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งให้เราได้อีกทางหนึ่งด้วย

1. ทับทิม

ทับทิมไม่ได้มีแค่ไฟโตนิวเทรียนต์เท่านั้น แต่ยังพกกรดเอลลาจิก (Ellagic Acid) ซึ่งเป็นกรดที่ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในร่างกายมนุษย์ รวมทั้งยับยั้งการขยายของเซลล์ผิดปกติที่อาจจะกลายเป็นเซลล์มะเร็ง โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา ยังบอกเพิ่มเติมด้วยว่า สารเอลลาจิกในทับทิม สามารถป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกของผู้หญิงได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว รู้อย่างนี้แล้วสาว ๆ อยากจะกินทับทิมกันแล้วใช่ไหมจ๊ะ

2. มะขามป้อม

จากข้อมูลของมูลนิธิหมอชาวบ้าน เราก็พบว่า มะขามป้อมเป็นผลไม้อีกชนิดที่มีกรดเอลลาจิก (Ellagic Acid) แฝงอยู่ด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังมีวิตามินสูงมาก จนเกือบจะเป็นราชาผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีเลยทีเดียวล่ะ แถมยังพ่วงกรดฟิลเลมลิก (Phyllemblic Acid) และสารฟีนอล (Phenols) มาเป็นเพื่อนด้วย ซึ่งก็หมายความว่า มะขามป้อมเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณช่วยป้องกันมะเร็งกับเขาได้เหมือนกันนั่นเองค่ะ

3. มันเทศ (Sweet Potato)

ในที่นี้อาจจะรวมไปถึงมันฝรั่งพันธุ์ต่าง ๆ ด้วยนะคะ ที่ศูนย์มันฝรั่งระหว่างประเทศ (The International Potato Center : CIP) เขายืนยันเป็นมั่นเหมาะว่า มันฝรั่งเกือบทุกชนิดมีคุณสัมบัติป้องกันมะเร็งได้

โดยอธิบายว่า มันฝรั่งอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต, เบต้าแคโรทีน, ไฟเบอร์, วิตามินเอ, วิตามินซี, ไรโบฟลาวิน (วิตามินบีชนิดหนึ่ง), กรดโพลีฟีนอล แอนตี้ออกซิแดนท์ คาเฟอิก (Polyphenol Anti-oxidants Caffeic Acid) และกรดคาเฟโออิวควินิก (Caffeoylquinic Acid) ซึ่งช่วยป้องกันโรคมะเร็ง รวมทั้งลดความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม

4. มะละกอ

ผลมะละกอดิบมีวิตามินเอ และสารเบต้าเคโรทีน ช่วยบำรุงสายตาและช่วยต้านโรคมะเร็ง อีกทั้งยังมีวิตามินซี, แคลเซียม, ฟอสฟอรัส, และเหล็กซึ่งช่วยป้องกันและรักษาโรคหวัด โรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟันและใต้ผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์พาเพน ซึ่งสามารถนำมาเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อย รวมทั้งช่วยกระตุ้นน้ำนมสำหรับคุณแม่ที่เพิ่งคลอดอีกด้วย

แต่ที่น่าสนใจก็คือ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฟลอริด้า ได้ทำการศึกษาและพบว่า คุณประโยชน์เหล่านี้ในผลมะละกอไม่ว่าจะดิบ หรือสุก สามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการเข้าไปยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก หรือเซลล์ผิดปกติที่ทำท่าว่าจะเป็นเซลล์ก่อมะเร็ง ที่สำคัญยังเจ๋งขนาดป้องกันได้ทั้งมะเร็งปากมดลูก, มะเร็งเต้านม, มะเร็งตับ และมะเร็งตับอ่อนเลยทีเดียวนะจ๊ะ

5. แก้วมังกร

ผลไม้ไทย ๆ อย่างแก้วมังกร มีสารต้านมะเร็งกับเขาด้วย แต่ทั้งนี้ผลการศึกษาจากศูนย์วิจัยสารต้านอนุมูลอิสระก็แนะนำว่า สารสกัดจากเปลือกแก้วมังกรสีสด ๆ มีศักยภาพในการป้องกันมะเร็งดีกว่าการรับประทานผลสดซะอย่างนั้น แต่อย่างไรก็แล้วแต่ การรับประทานแก้วมังกรเป็นประจำก็สามารถป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด และช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายเราได้เป็นอย่างดีอยู่แล้วเนอะ

6. มังคุด

มังคุดเป็นผลไม้สัญชาติไทยแท้ที่หากินได้ง่ายในบ้านเรา ซึ่งผลการวิจัยโดย Current Molecular Medicine ก็บอกข่าวดีกับเราว่า ในมังคุดมีสารต้านเซลล์มะเร็งที่น่าสนใจนั่นก็คือ สารที่เรียกว่า แซนโทน (XANTHONE) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถซ่อมแซมเซลล์ส่วนมี่ถูกทำลายโดยปัจจัยต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี จึงถูกยอมรับว่าเป็นสารที่ช่วยต้านเซลล์มะเร็งตัวจี๊ดที่ไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว ทั้งนี้นอกจากกินผลสด ๆ แล้ว เรายังสามารถนำเปลือกมังคุดไปทำเป็นไวน์ไว้ดื่มได้อีกอย่างหนึ่งด้วยนะคะ

7. องุ่น

มหาวิทยาลัยเวย์นสเตต (Wayne State University) ทำการศึกษาคุณสมบัติขององุ่นกับการต้านมะเร็งและพบว่า จากหลักฐานที่ทดลองกับมนุษย์มาอย่างยาวนาน สามารถพิสูจน์ได้ว่า วิตามินและสารอาหารที่พบในองุ่นทุกชนิด มีผลโดยตรงในการป้องกันโรคมะเร็ง อีกทั้งองุ่นยังมีสารอาหารที่สำคัญที่ดีคือน้ำตาล และสารอาหารจำพวกกรดอินทรีย์ เช่น น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลซูโครส วิตามินซี เหล็กและแคลเซียม มีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ แก้กระหาย ขับปัสสาวะ และช่วยฟื้นกำลังคนที่ร่างกายผอมแห้ง แก่ก่อนวัยและไม่มีเรี่ยวแรงด้วยนะคะ

8. ส้ม และผลไม้ตระกูลส้มทุกชนิด

นอกจากจะอัดแน่นไปด้วยกรดวิตามินซีแล้ว ในผลไม้จำพวกส้มยังมีคุณสมบัติต้านมะเร็ง โดยเฉพาะป้องกันมะเร็งเต้านม โดยข้อมูลทั้งหมดผ่านการรับรองและยืนยันความน่าเชื่อถือจากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยเทกซัสเอแอนด์เอ็ม (Texas A&M University) แล้วด้วยนะจ๊ะ

9. แอปเปิล

สถาบัน Advances in Nutrition ได้ทำการวิจัยและพบว่า แอปเปิลเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์ในเรื่องของการลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง อีกทั้งยังป้องกันโรคมะเร็งได้ตั้งแต่สาเหตุของโรคเลยทีเดียว เนื่องจากสารฟลาโวนอยด์ในปริมาณที่สูงมากของเปลือกแอปเปิล สามารถล้างพิษออกจากร่างกาย และช่วยป้องกันอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งลำไส้ได้นั่นเอง

10. สตรอว์เบอร์รี

ไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) หรือสารพฤษเคมี บวกกับวิตามินซี และแร่ธาตุดี ๆ อีกหลายชนิดในสตรอว์เบอร์รี ก็เป็นส่วนสำคัญในการต้านเซลล์มะเร็ง และมีสรรพคุณบำบัดโรค โดยเฉพาะป้องกันโรคมะเร็งเต้านมของคุณผู้หญิง การันตีโดยผลวิจัยที่เว็บไซต์ Exan Health ได้นำมาเผยแพร่จ้า

11. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี

จริง ๆ แล้วผลไม้ตระกูลเบอร์รีทุกชนิดมีสารที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้เกือบทั้งหมด แต่ดอกเตอร์แกรี่ ดี สโตเนอร์ คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ (The Ohio State University College of Medicine) ชี้แจงว่า ในผลแบล็กเบอร์รีจะมีคุณสมบัติต้านมะเร็งที่โดดเด่นกว่าใครเพื่อน เนื่องจากมีสารพฤษเคมีจำพวกแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) สูง ซึ่งช่วยชะลอการเกิดเซลล์มะเร็ง แถมยังสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ได้อีกต่างหาก

12. เลมอน

นักวิจัยจากประเทศออสเตรเลียเผยว่า วิตามินซี และกรดหลากชนิดในผลเลมอน สามารถป้องกันมะเร็งช่องปาก, มะเร็งลำคอ และมะเร็งในช่องท้องได้ หากดื่มน้ำเลมอนคั้นสดวันละ 1 แก้วกาแฟเป็นประจำทุกวัน และแม้ว่าเลมอนจะไม่ใช่ผลไม้สัญชาติไทยแท้ แต่เลมอนก็ไม่ใช่ผลไม้ที่หายากในบ้านเราซะทีเดียวนะคะ

13. กีวี

วารสาร Ethnopharmacology เผยว่า ผลไม้ที่อัดแน่นไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ, วิตามินซี, วิตามินอี, ลูเตียน (Lutein) และสังกะสีชนิดนี้ มีประสิทธิภาพมากพอจะต้านเซลล์มะเร็งได้อยู่หมัด เพียงแค่กินกีวีสดวันละครึ่งลูกก็เท่ากับกินยาต้านมะเร็งเกรดพรีเมียมเข้าไปแล้วล่ะจ้า

14. อะโวคาโด

จากการศึกษาของวารสาร Experimental Therapeutics & Oncology พบว่า สารพฤษเคมีในผลอะโวคาโดมีส่วนช่วยป้องกันความผิดปกติที่เกิดจากเซลล์ ปกป้องเซลล์ในร่างกายไม่ได้เกิดเนื้อร้าย กำจัดเซลล์ที่ตายแล้ว รวมทั้งยับยั้งการเจิญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ และกำลังจะเติบโตเป็นเนื้อร้ายได้อีกด้วย

15. มะเขือเทศ

มะเขือเทศอาจจะก้ำกึ่งระหว่างผักและผลไม้ แต่ประเด็นนั้นไม่น่าสนใจเท่ากับผลวิจัยที่สถาบันวิจัยโรคมะเร็งอเมริกาพบว่า มะเขือเทศมีคุณสัมบัติป้องกันโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก รวมไปถึงมะเร็งปอด, มะเร็งเต้านม และมะเร็งมดลูกได้ชะงัด

เนื่องจากในมะเขือเทศลูกสีแดงแจ๊ดอุดมไปด้วยไลโคปีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกกันว่า ตระกูลสารสีแดง และสารพฤกษเคมี รวมไปถึงวิตามิน และเกลือแร่อีกหลายชนิด ที่ช่วยบำรุงเซลล์ในร่างกายให้ทำงานอย่างปกติ ซึ่งเมื่อไรที่มีเซลล์ใดเซลล์หนึ่งเกิดความผิดปกติขึ้น เจ้าสารบำรุงต่าง ๆ ก็จะเข้าไปจัดการไม่ให้เซลล์ร้ายเจริญเติบโตลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ ในร่างกายเรานั่นเองจ้า

อย่างไรก็ดียังมีธัญพืช รวมถึงผักอีกหลายชนิด เช่น ถั่วดำ, บรอกโคลี, ผักตระกูลกะหล่ำ, อาหารจำพวกปลา, กระเทียม และอาหารอื่น ๆ อีกมากมายที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ แต่ทั้งนี้ก็ควรขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพในด้านอื่น ๆ และการออกกำลังของเราเองด้วยนะคะ จะได้มีพลังต่อกรกับโรคมะเร็งได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากยิ่งขึ้น

คอลลาเจน ช่วยอะไร ทำไมต้องใช้ มาดูประโยชน์ของคอลลาเจนผงกัน

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ “คอลลาเจน” ได้รับความนิยมอย่างมากในวงการความสวยความงาม เป็นที่รู้กันดีว่าคอลลาเจน ช่วยอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นช่วยให้ผิวพรรณกระชับเต่งตึง ทั้งยังทำให้ผิวดูขาวอมชมพู มีน้ำมีนวล จวบจนปัจจุบันได้มีการนำคอลลาเจนมาใช้ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบรับประทานเป็นน้ำ ผง หรือเม็ด แบบทาบำรุง และอีกรูปแบบที่ให้ผลรวดเร็วทันใจนั่นคือคอลลาเจนแบบฉีด จริงๆแล้วเจ้าคอลลาเจนคืออะไร วันนี้เรามาทำความรู้จักไปพร้อมๆกันว่า คอลลาเจน ช่วยอะไรเราได้บ้าง

คอลลาเจนคืออะไร
คอลลาเจน คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่เป็นสายยาว ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างจากสารโปรตีนโดยทั่วไปเช่นแดียวกับเอนไซม์ เส้นใยคอลลาเจนมีลักษณะเป็นสายเกลียวที่มีหน่วยโมเลกุลเกี่ยวพันกันมากมาย โดยปกติผิวหนังจะมีคอลลาเจนเป็นโครงสร้างอยู่มาก จึงมีแรงสปริงและยืดหยุ่นดีตามไปด้วย คอลลาเจนนั้นไม่ได้มีอยู่ที่ผิวหนังส่วนนอกเท่านั้น อวัยวะภายในร่างกาย ก็มีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบอยู่มาก ได้แก่ ผังผืด (Fascia) กระดูกอ่อน เอ็น เอ็นกล้ามเนื้อ และกระดูก คอลลาเจนที่เป็นส่วนประกอบหลักของชั้นผิวมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “เคราติน”

เคราติน มีหน้าที่สร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่น เมื่อสารเคราตินในชั้นผิวลดลง จึงเกิดริ้วรอย (wrinkle) บนชั้นผิว นอกจากนี้ เคราตินมีหน้าที่สร้างความยืดหยุ่นให้ผนังหลอดเลือด มีส่วนช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ทั้งยังเป็นส่วนประกอบของเยื่อกระจกตาและเลนส์ตาด้วย
ในทางการแพทย์คอลลาเจนมีการใช้ในศัลยกรรมเสริมสวยอย่างแพร่หลาย โดยเป็นการช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยแผลไหม้เพื่อสร้างกระดูกใหม่ ทั้งยังใช้ในจุดประสงค์ทางทันตกรรม ออร์โทพีดิกส์และศัลยกรรมอื่นอีกมาก พบว่าใช้ทั้งคอลลาเจนมนุษย์และวัวเป็นสารเติมเข้าผิวหนังเพื่อรักษารอยย่นและการเปลี่ยนตามวัยของผิวหนังได้
สำหรับวงการความสวยความงาม เนื่องจากเมื่อคอลลาเจนผ่านการสลายด้วยน้ำจะแตกตัวออกเป็นสารเชิงซ้อนของคอลลาเจนเปปไทด์แบบ Polyproline II (PPII) หรือเจลาติน นอกจากการใช้เป็นอาหารแล้ว คอลลาเจนยังใช้เป็นส่วนประกอบของยา เครื่องสำอาง เมื่อพิจารณาในแง่ของอุตสาหกรรมอาหาร สารคอลลาเจนไม่ได้ประกอบด้วยกรดอะมิโนที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่มีการประชาสัมพันธ์เชิงการค้าว่าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมคอลลาเจนสามารถยับยั้งการเกิดริ้วรอยและมีผลดีต่อสุขภาพ ซึ่งยังไม่มีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ออกมาสนับสนุนการโฆษณาในลักษณะนี้

คอลลาเจนช่วยให้ผิวพรรณดูดีได้อย่างไร
ที่บอกว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนในผิวหนัง ไม่ใช่เรื่องโกหกแต่อย่างใด เพราะการรับประทานคอลลาเจน ร่างกายจะได้รับกรดอะมิโนซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการสร้างโปรตีนทุกชนิด รวมทั้งคอลลาเจนด้วย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ากรดอะมิโนที่ได้รับจะถูกนำไปสร้างเป็นคอลลาเจน เนื่องจากในผู้สูงอายุร่างกายมีการสร้างคอลลาเจนที่ผิวหนังน้อยลง ไม่ได้เป็นเพราะขาดกรดอะมิโนที่เป็นวัตถุดิบในการสร้าง แต่เป็นเพราะกลไกต่างๆในการสร้างคอลลาเจนเสื่อมไปตามอายุ การรับประทานกรดอะมิโนเพิ่มขึ้น จึงแทบจะไม่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนในผิวหนังเลย
นั่นหมายความว่า ผู้ที่รับประทานคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกาย ไม่ได้มีผลทำให้ผิวพรรณขาวเปล่งปลั่งกันทุกคน โดยจะเห็นผลได้ชัดเจนต่อบรรดาวัยรุ่นมากกว่าผู้ที่มีอายุมากจนกลไลการสร้างคอลลาเจนเสื่อมลง เนื่องจากร่างกายเท่านั้นที่จะสร้างคอลลาเจนขึ้นเองได้ ฉะนั้น การรับคอลลาเจนด้วยวิธีการใดก็ตามแต่ อาจเป็นการเสียงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์

คอลลาเจนกับสุขภาพ
นอกจากเรื่องผิวพรรณแล้ว คอลลาเจน ช่วยอะไรเราได้มากกว่าที่คิด เพราะคอลลาเจน คือโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของกระดูก เอ็น และเนื้อเยื่อ ที่ทำหน้าที่ยึดเหนี่ยว ส่วนต่างๆ ในร่างกาย นักวิจัยจึงเชื่อว่าการที่ร่างกายมีคอลลาเจนอย่างเพียงพอจะช่วยลดอาการของโรคข้อต่ออักเสบ รวมถึงช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคดังกล่าวได้ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยง เช่น นักกีฬาที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายหนักๆ เป็นต้น ทั้งนี้การรับประทานคอลลาเจนอาจเรียกได้ว่าแทบไม่ต่างกับการรับประทานอาหาร ประเภทโปรตีน ทั้งนี้ ร่างกายคนเรามีปัจจัยแตกต่างกัน เช่น เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะดูดซึมสารอาหารไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้น้อยลง หรือชีวิตประจำวันแสนเร่งรีบ และการทำงานที่ทำให้มีความเครียดสูง ต้องเผชิญกับมลพิษรอบตัว ไม่มีเวลารับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ก็ล้วนทำให้ร่างกายมีคอลลาเจนไม่เพียงพอกับความต้องการได้ทั้งสิ้น

ดังนั้น การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อทดแทนในส่วนที่ขาดจึงได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะมีขั้นตอนการย่อยน้อยกว่าเนื้อสัตว์ ยิ่งมีโฆษณาชวนเชื่อว่าสามารถทำให้ผิวขาวขึ้น ทำให้วัยรุ่นซื้อมาบริโภคกันมากมาย อย่างไรก็ดี เมื่อทราบแล้วว่าคอลลาเจน ช่วยอะไรเราได้บ้าง อย่าลืมใส่ใจสุขภาพแล้วหันมารับประทานกันให้เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานโปรตีนธรรมชาติหรือแบบเสริมอาหาร ก็ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม จะได้ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายจนทำให้สุขภาพของเราทรุดโทรมลง

การศัลยกรรมเสริมความงาม

การศัลยกรรมเสริมความงาม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงอวัยวะต่างของร่างกายเพื่อให้สมบูรณ์ แข็งแรง และให้ดูดีขึ้นด้วยกระบวนการผ่าตัด การปลูกถ่าย และการฉีดสาร บริเวณอวัยวะต่างๆ เช่น การผ่าตัดเสริมจมูก การปลูกถ่ายเส้นผม การฉีดสารเพื่อให้ผิวหน้ากระชับ เป็นต้น

การศัลยกรรมเสริมความงามประเภทต่างๆ ที่ได้รับความนิยม ได้แก่

การทำตาสองชั้น (Double eyelids) เป็นการทำศัลยกรรมที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มผู้มีตาชั้นเดียวหรือมีชั้นตาน้อย ไม่มีรอยพับบนชั้นตาตั่งแต่กำเนิด เป็นการผ่าตัดเพื่อมีขนาดชั้นตามากขึ้น และมีรอยพับของชั้นตา อ่านเพิ่มเติม

การเสริมจมูก และลดจมูก (Rhinoplasty) เป็นการผ่าตัดศัลยกรรมจมูกสำหรับผู้ที่มีกะโหลกศรีษะ และรูปร่างใบหน้ากว้าง สันจมูกไม่สูงหรือปลายจมูกน้อย เป็นการผ่าตัดโดยการเสริมให้สันจมูกหนา และสูงขึ้น รวมถึงปลายจมูกให้โด่งขึ้นด้วยการฝังซิลิโคนเข้าเสริม อ่านเพิ่มเติม

การผ่าตัดกราม เป็นการผ่าตัดสำหรับผู้ที่มีกรามบนใบหน้าใหญ่ เป็นเหลี่ยมไม่เรียวงามด้วยการผ่าตัดกระดูกกรามออกบางส่วนเพื่อให้ใบหน้ามีรูปทรงเรียวยาว


การเสริมหน้าอก (Breast augmentation) เป็นการผ่าตัดเพื่อเสริมขนาดของหน้าอกให้ใหญ่ขึ้นด้วยการสอดใส่ถุงซิลิโคนหรือถุงน้ำเกลือเข้าที่ใต้กล้ามเนื้อผิวหนังบริเวณเต้านมตามขนาดของถุงเพื่อเสริมเต้านมให้ใหญ่ขึ้นตามต้องงการ

การฉีดโบท็อกซ์ (Botox injection) เป็นการเสริมความงามด้วยการฉีดสาร Botulinum toxin หรือ botox ซึ่งผลิตมาจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งชื่อ Clostridium Botulinum สารนี้เป็นสารพิษที่มีผลต่อระบบประสาททำให้กล้ามเนื้อมีอาการอัมพาตจึงมีความเป็นอันตรายมาก แพทย์นำมาใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อใบหน้า ปัจจุบันจึงมีการนำมาใช้ทางด้านการเสริมความงามเพื่อช่วยทำให้หน้าเต่งตึง ใบหน้ากระชับ ลดรอยเหี่ยวย่น รอยบุบ รอยตีนกาบนใบหน้า ทั้งนี้ ต้องทำด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

การฉีดคอลลาเจน (Collagen injection) เป็นการเสริมความงามด้วยการฉีดสารคอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนที่มีองค์ประกอบของเนื้อเยื่อในร่างกาย และผิวหนัง ที่ได้จากการสกัดมาจากหนังหรือเนื้อเยื่อของวัว ใช้ฉีดเพื่อเสริมหรือทดแทนกล้ามเนื้อหรือใบหน้าที่มีรอยยุบ บุบหรือเสริมส่วนที่ต้องการให้นูนขึ้น เช่น ฉีดเพื่อให้ริมฝีปากแต่งตึง เป็นต้น

การฉีดไขมัน (Fat injection) เป็นการฉีดเซลล์ไขมันที่ได้จากเนื้อเยื่อของร่างกายตนเอง เพื่อเติมเต็ม และเสริมส่วนต่างๆของร่างกายให้ดูดี เมื่อปลูกเซลล์ใหม่ติดแล้ว เซลล์บริเวณนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ใกล้เคียงกับเซลล์เดิมตามธรรมชาติ

การดูดหรือการผ่าตัดไขมัน (Liposuction) เป็นวิธีการเสริมความงามด้วยการดูดไขมันหรือการผ่าตัดไขมันออกจากบริเวณที่มีการสะสมของไขมันมากเกินไปจนทำให้ดูไม่สวยงาม เช่น บริเวณต้นขา บริเวณหน้าท้อง ซึ่งจะทำให้บริเวณดังกล่าวดูเล็กลง

การศัลยกรรม และการเสริมความงามในด้านอื่นๆ ได้แก่
– การผ่าตัดหนังตาตก หนังตาหย่อน
– การผ่าตัดถุงใต้ตา
– การผ่าตัดลดหรือเสริมคาง (Chin augmentation หรือ mentoplasty)
– การผ่าตัดเพิ่มโหนกแก้ม
– การผ่าตัดกระชับหน้าอก (Breast tightening หรือ mastopexy)
– การผ่าตัดลดขนาดหน้าอก (Breast reduction หรือ mammaplasty)
– การผ่าตัดดึงตา (Eyelid tightening หรือ blepharoplasty)
– การผ่าตัดหู (Ear pinback หรือ otoplasty)
– การผ่าตัดยกกระชับหน้าผาก (Forehead lift)
– การผ่าตัดยกกระชับใบหน้า (Face lift หรือ rhytidectomy)
– การปลูกผม (Hair transplantation)
– การปลูกเครา
– การผ่าตัดรักษาแผลเป็นหรือรอยตำหนิต่างๆ (Scar revision หรือ removal of common)
– การผ่าตัดยกกระชับต้นแขน (Arm lift หรือ brachioplast)
– การผ่าตัดไฟ ปาน

เอาแล้วจุ้ย! “เนย์มาร์” เปรยอาจโยกซบพรีเมียร์ลีก-พร้อมเอ่ยชื่อ 4 ทีมใหญ่

เนย์มาร์ กองหน้าซูเปอร์สตาร์ของ บาร์เซโลน่า ออกมาให้สัมภาษณ์แบบมีนัยยะว่า อนาคตอาจจะพาตัวเองมาค้าแข้งในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยมีอยู่ 4 ทีมที่เขาชื่นชอบในสไตล์การเล่น

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โคตรแข้งชาวบราซิล เคยตกเป็นข่าวกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่ได้มีวี่แววว่าจะเกิดขึ้นจริงสักที แต่คราวนี้เจ้าตัวออกมาเปิดเผยเองเลยว่ามีโอกาสเป็นไปได้ที่จะมาเล่นฟุตบอลที่อังกฤษ โดยมี แมนฯ ยูไนเต็ด, เชลซี, อาร์เซนอล และ ลิเวอร์พูล ที่เขาชื่นชอบในรูปเกม

“พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เป็นอีกหนึ่งรายการที่ทำให้ผมทึ่งได้เสมอ” เนย์มาร์ กล่าว

“ผมชอบในสไตล์การเล่นและก็ความเป็นทีมของพวกเขา ไม่มีใครรู้หรอกว่าสักวันหนึ่งผมอาจจะได้ย้ายไปอยู่ที่นั่นก็ได้”

“ส่วนตัวแล้วผมชอบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี, อาร์เซนอล และ ลิเวอร์พูล ทีมเหล่านี้มักจะแสดงให้เห็นอยู่เสมอว่ามีความมุ่งมั่นในการต่อสู้มากเพียงใด”

“ที่สำคัญ บรรดาโค้ชระดับโลกยังทำงานอยู่ในอังกฤษหลายคนด้วย เช่น โชเซ่ มูรินโญ่, เป๊ป กวาร์ดิโอล่า พวกเขาเป็นผู้จัดการทีมที่นักฟุตบอลทุกคนต้องการร่วมงานด้วย”

คลั่ง ! แมนฯยูไนเต็ด เตรียมทุ่มเงินกว่า 173 ล้านปอนด์ ลาก เนย์มาร์ เข้าโรงละคร

สื่อวงในเผยว่า ทีมดังจาก พรีเมียร์ลีก อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่อีกครั้ง ด้วยการซื้อตัว เนย์มาร์ แนวรุกทักษะเยี่ยม ชาวบราซิเลียน ของ ทีมต่างดาว บาร์เซโลน่า เป็นจำนวนเงินสูงถึง 173 ล้านปอนด์ด้วยกัน

โดยทางหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นประจำเมือง บาร์เซโลน่า ได้มีการพาดหัวข่าวถึงทีมหนึ่งจาก พรีเมียร์ลีก ที่สนใจและพร้อมจะเทเงินกว่า 173 ล้านปอนด์หรือประมาณ 200 ล้านยูโร เพื่อคว้าตัวนักเตะชาว บราซิเลี่ยน ของทีม เจ้าบุญทุ่ม ไปร่วมทีมด้วย

ซึ่งหากดีลนี้เกิดขึ้นจริง เงินจำนวนนั้นจะทำลายสถิติเก่าของ พอล ป็อกบา จากการที่เขาออกจาก ม้าลาย ยูเวนตุส มายัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา อยู่ที่ 100 ล้านยูโรทันที

และยังมีการคาดการณ์กันว่า เนยมาร์ ดาวยิงชาวแซมบ้า จะกลายเป็นนักเตะที่ได้รับค่าเหนื่อยมากที่สุดใน พรีเมียร์ลีก อีกด้วย โดยจะอยู่ที่ประมาณ 415,000 ปอนด์ต่อวีก ถือเป็นจำนวนเงินที่มหาศาลจริงๆ

มีงี้ด้วย? “เจ็ทโด้” ยืนกราน “ห้าม” ทีมเซ็น 3 แข้งต่อไปนี้เข้ารังเด็ดขาด!

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แนวรุกความเร็วสูงของ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ได้เผยผ่านสื่อชื่อดังแดนกระทิงดุอย่าง “ดิอาริโอ โกล” ว่า เขาไม่ต้องการให้ 3 นักเตะมาอยู่ร่วมทีมกับเขาเด็ดขาด

ก่อนหน้ากุนซือคนเก่งอย่าง ซีเนอดีน ซีดาน ได้กำลังมองหานักเตะหน้าใหม่มาเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์ที่จะถึงนี้ โดยมี ฟลอเรนติโน เปเรซ เห็นดีเห็นงามกับไอเดียของกุนซือ อดีตตำนานทีมชาติฝรั่งเศสด้วย

หลังจากที่ โรนัลโด้ ได้ยินข่าวการเสริมทัพของ ซีดาน ก็ได้ออกมาเผยกับสื่อถึงเรื่องดังกล่าวว่า ทีมของตนจะเลือกเซ็นใครเข้าทีมมาก็ได้แต่ต้องไม่ใช่ 3 คนนี้ ได้แก่ เอเด็น อาซาร์ ของ เชลซี, อองตวน กรีซมันน์ ของ แอตเลติโก มาดริด และ มาร์โก แวร์รัตติ ของ เปแอสเช

ซึ่งความต้องการของ “เจ็ทโด้” นั้น ช่างขัดแย้งกับสิ่งที่เกิดขึ้นเหลือเกิน เพราะราชันชุดขาวมีข่าวกับจอมลากเลื้อยของ เชลซี อย่าง อาซาร์ ไม่เว้นวัน ซึ่งไม่รู้ว่าหาก มาดริด เกิดคว้าตัว อาซาร์ เข้าทีมมาจริงๆ อนาคตของโรนัลโด้จะเป็นอย่างไรในถิ่นเบอร์นาบิว

โดยอีกหนึ่งสาเหตุนั้นเชื่อกันว่า โรนัลโด้ เองไม่ต้องการที่จะให้ทั้ง 3 คนดังกล่าวเข้ามามีส่วนร่วมกับความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นกับทีม รวมถึงอาจจะต้องการรักษาสถานะของเขากับแฟนคลับที่อยู่ในสเปนให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

ส่องเส้นทางคัดบอลโลกโซนเอเชีย ใครร่วง(พร้อมเรา), ใครจะลิ่วลุยรัสเซีย?!

ผ่านไปแล้วเรียบร้อย 7 นัด สำหรับกลุ่มเอและบี ของรอบคัดเลือก 12 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2018 โซนเอเชีย

อย่างที่ทราบกันว่า ทีมชาติไทย ของเราตกรอบแบบ 100% แน่นอนแล้ว หลังจากเมื่อวานนี้บุกไปพ่าย ทีมชาติญี่ปุ่น ถึงไซตามะ สเตเดี้ยม 0-4 มีเพียงแต้มเดียวเหมือนเดิม

ทำให้สถานการณ์ล่าสุดในกลุ่มบี “เรา” และทีมชาติอิรัก กอดคอกันตกรอบแบบชอกช้ำ หลังเมื่อวานนี้ฝ่ายหลังบุกไปพ่าย ทีมชาติซาอุดิอาะเบีย 0-1 ทำให้มี 4 คะแนน แม้เก็บชัยรวดในอีก 3 เกมที่เหลือก็ยังไม่ดีพอที่จะเป็นอันดับ 3 ของกลุ่มไปลุ้นเพลย์ออฟ เพราะเฮดทูเฮดเป็นรองทีมชาติออสเตรเลีย (บุกไปแพ้ 0-2 กลับมาเสมอในบ้าน 1-1)

ว่าแล้วก็ขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ ส่องเส้นทาง ณ ปัจจุบันของทั้ง 2 กลุ่มให้แฟนบอลได้ลุ้นตามครับว่า สุดท้ายตั๋ว 4.5 ใบของโซนเอเชีย ใครจะได้ลุยรัสเซียในปีหน้า?

(หมายเหตุ แชมป์กลุ่มและรองแชมป์กลุ่มเข้ารอบอัตโนมัติ อันดับ 3 มาเจอกันเหย้า-เยือน ผู้ชนะไปเพลย์ออฟเหย้า-เยือนอีกทีกับทีมอันดับ 4 โซนคอนคาเคฟ เพื่อตั๋วใบสุดท้าย)

สลด เด็กหญิงวัย 12 ถูกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ข่มขืน ทั้งที่มีศักดิ์เป็นหลาน

4

แม่สุดทนจูงลูกสาววัย 12 และ 3 ขวบ แจ้งความถูกลุงเขย ซึ่งเป็นข้าราชการระดับ ผอ. ข่มขืนในบ้านพักข้าราชการหลายครั้ง แถมยังถูกขู่ฆ่า

ที่ สภ.แม่ปิง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ผู้ปกครองพาบุตรสาววัย 12 ปี และ 3 ขวบ เข้าแจ้งความกับ พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ภัทรพงศ์สินธุ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ว่าถูกลุงเขยซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ระดับผู้อำนวยการของหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง ข่มขืนทำอนาจารหลายครั้งระหว่างที่ไปพักอาศัยที่บ้านพักในหน่วยงานราชการ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

เบื้องต้นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ได้เรียก ร.ต.ท.หญิงกมลณัฐ บุบผศิริ พนักงานสอบสวนสิทธิเด็กและสตรี มารับเรื่องราวร้องทุกข์และสอบปากคำแม่รวมทั้งลูกสาวทั้งสองคน จากการสอบสวนแม่ของเด็ก ให้การว่า เมื่อ 4 เดือนก่อน พี่สาวและข้าราชการรายนี้ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงเขย ได้มาขอรับลูกสาวทั้งสองไปเลี้ยงดู อ้างว่าจะติวเข้มเรื่องการเรียนและจะฝากให้เข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐชื่อดังให้ ด้วยความต้องการให้ลูกสาวมีอนาคตที่ดีตนจึงยินยอม
ส่งลูกสาวไปอยู่ด้วย

แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาลูกสาวคนโตมาบ่นให้ฟังว่า ประจำเดือนขาดมาหลายเดือนแล้ว และ ตนก็สังเกตเห็นลูกมีอาการผิดปกติ จากเด็กร่าเริงกลายเป็นไม่พูดไม่จาจึงพยายามคาดคั้น จนลูกสาวยอมบอกว่าถูกลุงเขยทำอนาจารหลายครั้ง และ ยังพูดจาข่มขู่ไม่ให้นำเรื่องไปบอกใคร หากใครรู้ก็จะฆ่าให้ตาย เมื่อทราบเรื่องจึงสอบถามลูกสาวคนเล็กอีกคน เพราะเคยส่งไปอยู่กับพี่สาวบ่อยครั้งเช่นกัน ก็ถึงกับอึ้งเพราะลูกสาวคนเล็กเล่าให้ฟังว่าเวลาไม่มีคนอยู่บ้าน ลุงชอบพาไปอาบน้ำ ตนจึงนำเรื่องดังกล่าวเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับข้าราชการระดับสูงรายนี้

หลังรับแจ้งตำรวจเตรียมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำตัวเด็กไปตรวจร่างกายและสอบสวนข้อเท็จจริง ขณะที่ พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ระบุว่า เมื่อรวบรวมพยายานหลักฐานครบถ้วน จะออกหมายเรียกข้าราชการรายนี้มาสอบปากคำและดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

 

7 วิธีแก้ข้อศอกดำ เคล็ดลับดี ๆ เพื่อข้อศอกขาวเนียนน่าสัมผัส

3

วิธีแก้ข้อศอกดำ รวมสารพัดวิธีง่าย ๆ มาเปลี่ยนข้อศอกดำ-ด้านให้ขาวเนียนน่าสัมผัสกันเถอะ

ข้อศอก ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของผู้หญิง ที่จะมัดใจหนุ่ม ๆ ให้หลงใหลในความขาวเนียนนุ่มและอยากจะสัมผัสอยู่ใกล้ตลอดเวลา ดังนั้นคงจะไม่มีสาว ๆ คนไหนอยากจะให้ข้อศอกของตัวเองดำ-ด้านให้หนุ่ม ๆ เห็นหรอกจริงไหมคะ ? เพราะถ้าขืนเป็นอย่างนั้นมีหวังหนุ่ม ๆ คงหนีห่างกันเป็นแถว ๆ แน่นอน และถ้าไม่อยากให้เสน่ห์ของคุณต้องดับลงแล้วละก็ วันนี้กระปุกดอทคอมมีสารพัดวิธีแก้ข้อศอกดำแบบง่าย ๆ มาบอกต่อกันแล้วค่ะ สำหรับคุณสาว ๆ คนไหนที่กำลังมีปัญหาข้อศอกดำ-ข้อศอกด้านกันอยู่ รีบมาดูเคล็ดลับจัดการกับปัญหาเหล่านี้กันเลย…
1. ขัดด้วยน้ำมะนาว หรือมะขามเปียก

เนื่องจากน้ำมะนาว และมะขามเปียก มี AHA ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และจะช่วยเผยผิวใหม่ให้มีความขาวเนียนและกระจ่างใสได้มากขึ้น ดังนั้นการนำน้ำมะนาว หรือมะขามเปียกมาขัดข้อศอกเป็นประจำจะช่วยทำให้ข้อศอกของคุณขาวขึ้นได้ ซึ่งวิธีทำก็ง่าย ๆ เพียงแค่นำมะนาวสดที่ผ่าครึ่งแล้ว หรือมะขามเปียกผสมน้ำพอให้ได้เนื้อข้น ๆ นำมาขัดที่บริเวณข้อศอก ขัดเสร็จแล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด วิธีนี้สามารถทำได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ข้อศอกของคุณจะขาวขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความหยาบกร้านได้ดีอีกด้วย
2. สครับด้วยเกลือ
นำเกลือป่น มาผสมกับเบบี้ออยล์ คนให้เข้ากันพอให้เกลือยังไม่ละลาย จากนั้นให้นำมาขัดเบา ๆ ที่บริเวณข้อศอก พักทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที จากนั้นล้างออกให้สะอาด ตามด้วยการทาโลชั่นบำรุงทันที วิธีนี้หากทำเป็นประจำจะทำให้ข้อศอกขาวเนียนกระจ่างใส และออยล์ยังจะช่วยบำรุงให้ผิวบริเวณข้อศอกชุ่มชื้นและไม่แห้งกร้านอีกด้วย
3. สครับด้วยน้ำตาลทรายแดง
นำน้ำตาลทรายแดง มาผสมกับน้ำผึ้งเล็กน้อย คนให้เข้ากันพอให้น้ำตาลยังไม่ละลายมาก จากนั้นให้นำมาขัดวนเบา ๆ บริเวณข้อศอก เสร็จแล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ล้างออกให้สะอาด ทำบ่อย ๆ สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง น้ำตาลจะช่วยผลัดเซลล์ผิวให้ขาวกระจ่างใส และน้ำผึ้งจะทำให้ผิวเนียนนุ่มมากขึ้น
4. ขัดด้วยน้ำส้มสายชู

นำน้ำส้มสายชูมาผสมกับโยเกิร์ตในอัตราส่วนที่เท่ากัน จากนั้นให้นำมาขัดและพอกบริเวณข้อศอกทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ล้างออกให้สะอาด และทาโลชั่นบำรุง กรดของน้ำส้มสายชูจะช่วยผลัดเซลล์ผิวให้ข้อศอกขาวกระจ่างใส และโยเกิร์ตจะช่วยบำรุงให้ข้อศอกเนียนนุ่มขึ้นได้ค่ะ
5. หมั่นนวดข้อศอกด้วยน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าวมีวิตามินอีที่สามารถช่วยลดความดำและป้องกันไม่ให้ผิวแห้งกร้านได้ดีค่ะสาว ๆ ดังนั้นแนะนำให้นำน้ำมันมะพร้าวมานวดบริเวณข้อศอกเป็นประจำทุกวัน จะช่วยทำให้ข้อศอกเนียนนุ่ม ชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน อีกทั้งยังป้องกันข้อศอกดำด้านได้ดีอีกด้วย
6. ทาโลชั่นบำรุงข้อศอกอย่างสม่ำเสมอ
การทาโลชั่นที่ข้อศอกจะช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น กระจ่างใส และไม่แห้งกร้าน ดังนั้นทุกวันเช้า-เย็นหลังอาบน้ำเสร็จ สาว ๆ จึงควรทาโลชั่นบำรุงผิวที่บริเวณข้อศอกเป็นประจำ นอกจากนี้ก่อนออกจากบ้านการทาครีมกันแดดที่บริเวณข้อศอกก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน เพราะผิวบริเวณข้อศอกนั้นจะไวต่อแสงแดดและคล้ำง่ายมาก ดังนั้นสาว ๆ จึงไม่ควรละเลยที่จะทาครีมกันแดดส่วนนี้ด้วยนะคะ
7. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้ข้อศอกเกิดการเสียดสี
การเสียดสีหรือแรงกดทับบริเวณข้อศอก ถือเป็นสาเหตุหนึ่งของการทำให้ข้อศอกดำและข้อศอกด้าน ดังนั้นสาว ๆ จึงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้ เช่น ไม่ควรเท้าข้อศอกบนโต๊ะ ไม่ควรยืนพิงข้อศอก หรือทำพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้ข้อศอกเกิดการกดทับหรือเสียดสี ซึ่งทางแก้ก็คือควรหาหมอนบาง ๆ หรือเบาะนุ่ม ๆ มารองเอาไว้จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ค่ะ

เอ้า ! ทีนี้ก็ได้เวลาเอาเคล็ดลับดี ๆ เหล่านี้ไปเนรมิตข้อศอกของคุณให้กลับมาขาวเนียนอีกครั้งกันแล้วล่ะค่ะ รับรองหนุ่ม ๆ ข้างกายจะต้องหลงใหลอยากจะขอสัมผัสทั้งวันแน่นอน อิอิ

งดงามตระการตา สุริยุปราคาวงแหวน เหนือฟ้าอเมริกาใต้

2

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริเวณซีกโลกตอนใต้ต่างตื่นตากับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ “สุริยุปราคาวงแหวน” ที่พาดผ่านแถบทวีปแอฟริกาตอนกลาง-ใต้ มหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ และทวีปอเมริกาใต้ กลายเป็นภาพที่สวยงามที่ผู้คนนับล้านได้มองเห็น

ตามรายงานระบุว่า สุริยุปราคาวงแหวน หรือ วงแหวนไฟ ในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากเงาของดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์ และอยู่ในระยะที่เหมาะสมที่ทำให้เกิดการบดบังแบบไม่เต็มดวง ปรากฏการณ์เริ่มขึ้นเวลาราวๆ 19.10 น. ไปจนถึงเวลา 00.35 น. ของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ตามเวลาในประเทศไทย โดยสามารถมองเห็นชัดเจนในหลายประเทศ เช่น บราซิล, ชิลี หรือ อาร์เจนตินา เป็นต้น

สำหรับในครั้งต่อไปจะเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาบางส่วน ในวันที่ 7 สิงหาคม 2560 ที่จะถึงนี้ โดยจะสามารถมองเห็นปรากฏการณ์ครั้งดังกล่าวได้ในหลายพื้นที่ในทวีปยุโรป, แอฟริกา, ออสเตรเลีย, เอเชีย รวมทั้งประเทศไทยด้วย